บทที่ 2 การบันทึกโน๊ต (Note Notation)

การสื่อสารในภาษาต่างๆ นอกจากการ ฟัง พูด ก็ยังมีอีก 2 ทักษะสำคัญที่ต้องเรียนรู้ คือ การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นหัวใจที่จะทำให้เราสามารถสื่อสารและใช้ภาษานั้นๆได้อย่างคล่องแคล่ว กับวิชาการดนตรีก็เช่นกัน นอกจากการฟัง(โสตทักษะ) การพูด(การปฏิบัติ) ก็ยังมีเรื่องของการอ่าน (อ่านโน๊ต) และการเขียน (การบันทึกโน๊ต) เป็นทักษะพื้นฐานตามมา โดยการบันทึกโน๊ตนั้น มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน มีการพัฒนารูปลักษณ์ อักษรต่างๆ ผ่านการเวลามายาวนาน (โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ “การบันทึกโน๊ตมีที่มาอย่างไร พัฒนาอย่างไรมาบ้าง กว่าจะมาเป็นโน๊ตดนตรีในปัจจุบัน…”) โดยในบทนี้ เราจะกล่าวกันถึงการบันทึกในระบบปัจจุบัน เพื่อให้เป็นสากล และเป็นที่ยอมรับกันโดยกว้างขวาง

สารบัญ บทที่ 2

2.1 บรรทัดห้าเส้น (Staff)

บรรทัดห้าเส้น หรือ Staff เป็นหลักที่จะบันทึกตัวโน๊ตลงไปในระบบของดนตรีสากล โดยจะมีตัวโน๊ต และเครื่องหมายต่างๆ กำหนดไว้บนบรรทัด และบริเวณข้างเคียง โดยลักษณะจะเป็นเส้นขนานกันในแนวนอน มีระยะห่างระหว่างเส้นบรรทัดเท่ากัน ประกอบด้วยเส้นบรรทัดจำนวน 5 เส้น และช่อง 4 ช่อง ระหว่างบรรทัด ดังภาพตัวอย่าง

บรรทัดห้าเส้น Staff ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : บรรทัดห้าเส้น (Staff)

2.2 ตัวโน๊ต (Note)

ตัวโน๊ต (Note) เป็นสัญลักษณ์ชนิดหนึ่งที่บันทึกลงบนบรรทัด 5 เส้น แสดงระดับเสียง สูง-ต่ำ โดยมีลักษณะเป็นวงรี นิยมเอียงขวาเล็กน้อย โดยแปรผันขนาดตามขนาดของบรรทัดห้าเส้น โดยมีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ หัวโน๊ต (Note Head) และ หางโน๊ต (Note Tail) โดยหน้าที่หลักนอกจากบอกความสูง-ต่ำของเสียงแล้ว ยังสามารถแสดงถึงค่าของตัวโน๊ต(ระยะเวลา) ได้ด้วยนั่นเอง โดยการบันทึกตัวโน๊ต จะมี 2 แบบ คือ อยู่คาบบนเส้น และ อยู่ระหว่างช่องบรรทัด

ตัวโน๊ต note ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : ตัวโน๊ต (Note)

2.3 เส้นน้อย (Ledger Lines)

บรรทัดห้าเส้น มีข้อจำกัดของการบันทึกอยู่ที่ 5 เส้น และ 4 ช่อง ในขณะเดียวกัน ความต้องการในการบันทึกโน๊ตของแต่ละเครื่องดนตรี มีมากกว่านั้น จึงเป็นที่มาของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “เส้นน้อย”

    เส้นน้อย (Ledger Lines) คือ เส้นตรงแนวนอนสั้นๆ มีความยาวมากกว่าตัวโน๊ตเล็กน้อย ใช้สำหรับขยายการบันทึกขึ้นด้านบน หรือด้านล่าง ของบรรทัดห้าเส้น โดยโน๊ตที่ถูกเติมเส้นน้อย จะถูกอ่านนับต่อไปจากบรรทัดห้าเส้นปกติ

เส้นน้อย Ledger Line ทฤษฎีดนตรี
ภาพประกอบ : เส้นน้อย (Ledger Line)

ข้อควรระวัง : หากจำนวนเส้นน้อยมีมากกว่า 3 เส้นขึ้นไป เพื่อความสะดวกในการอ่านโน๊ต ควรเปลี่ยนกุญแจหรือใช้เครื่องหมายทบเสียง

2.4 กุญแจเสียง (Clef)

กุญแจเสียง (Clef) คือ สัญลักษณ์ที่ใช้บอกช่วงระดับของเสียงตัวโน๊ต โดยหากไม่กำหนดกุญแจลงบนบรรทัดห้าเส้น ก็จะไม่สามารถอ่านตัวโน๊ตได้ จะรับทราบได้แค่ความแตกต่างของเสียงว่าสูงหรือต่ำกว่าเท่านั้น

โดยกุญแจเสียงจะมี 3 ประเภทดังต่อไปนี้

กุญแจ Clef ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : กุญแจเสียง (Clef)

2.4.1 กุญแจซอล (G Clef, So Clef, Treble Clef)

กุญแจซอล (G Clef) เป็นกุญแจประเภทเคลื่อนที่ไม่ได้ ตำแหน่งของกุญแจซอลนั้นจะปรากฎตำแหน่งอยู่ที่เส้นบรรทัดที่ 2 ของบรรทัดห้าเส้นเสมอ โดยจะบังคับให้ตัวโน๊ตที่คาบอยู่บนบรรทัดที่ 2 นั้น เป็นโน๊ตตัว ซอล โดยกุญแจซอลนั้น เป็นที่นิยมที่สุด เป็นกุญแจหลักของการบันทึก และการอ่านโน๊ตในดนตรีสากล

2.4.2 กุญแจฟา (F Clef, Fa Clef, Bass Clef)

กุญแจฟา (F Clef) เป็นกุญแจประเภทเคลื่อนที่ไม่ได้ ตำแหน่งของกุญแจฟานั้นจะปรากฎตำแหน่งอยู่ที่เส้นบรรทัดที่ 4 ของบรรทัดห้าเส้นเสมอ โดยจะบังคับให้ตัวโน๊ตที่คาบอยู่บนบรรทัดที่ 4 นั้น เป็นโน๊ตตัว ฟา เป็นที่นิยมรองลงมาจากุญแจซอล ใช้บันทึกเครื่องดนตรีเสียงทุ้ม เป็นที่มาของคำว่า Bass Clef และหากนำมาบันทึกร่วมกับกุญแจซอล ในโน๊ตของเปียโนหรือคีย์บอร์ด ก็จะรองรับย่านเสียงทั้งหมด

หมายเหตุ : ในอดีตกุญแจซอลและฟามีตำแหน่งที่อื่น เช่น กุญแจบาริโทน กุญแจซับเบส กุญแจซอลแบบฝรั่งเศส แต่เราจะกล่าวถึงในระบบสากลปัจจุบัน

2.4.3 กุญแจโด (C Clef, Do Clef, Middle Clef)

กุญแจโด (C Clef) เป็นกุญแจประเภทเคลื่อนที่ได้ ตำแหน่งของกุญแจโดนั้นจะปรากฎตำแหน่งอยู่ที่เส้นบรรทัดใดก็ได้ของบรรทัดห้าเส้น โดยจะบังคับให้ตัวโน๊ตที่คาบอยู่บนบรรทัดนั้น เป็นโน๊ตตัว โด

กุญแจโด หากไปคาบที่เส้นใดในบรรทัด 5 เส้น ก็จะได้ชื่อย่อยดังนี้

  • คาบบรรทัดที่ 1 ชื่อกุญแจ Soprano
  • คาบบรรทัดที่ 2 ชื่อกุญแจ Mezzo-Soprano
  • คาบบรรทัดที่ 3 ชื่อกุญแจ Alto
  • คาบบรรทัดที่ 4 ชื่อกุญแจ Tenor
  • คาบบรรทัดที่ 5 ชื่อกุญแจ Baritone

กุญแจเหล่านี้ส่วนมากใช้ในโน๊ตการขับร้องประสานเสียง โดยปัจจุบันใช้แค่ อัลโต (วิโอล่า) และ เทเนอร์ (เชลโล บาสซูน ทรอมโบน)

2.5 ระบบการเรียกชื่อตัวโน๊ต (Note Identity System)

ระบบการเรียกชื่อตัวโน๊ตในดนตรีสากลนั้นมี 2 ระบบ โดยทั้ง 2 ระบบ มีจำนวน 7 ตัวเท่ากัน โดยเมื่อนับไล่จนถึงตัวที่ 7 สามารถนับวนกลับมาที่ตัวที่ 1 ได้ ไม่มีที่สิ้นสุด

ตัวอย่างเช่น 1 2 3 4 5 6 7 ก็จะวนไปที่ 1 2 3 4 5 6 7 1 2 3 4 5 6 7 …. ไม่มีที่สิ้นสุด

โดยระบบที่ใช้มี 2 ระบบดังนี้

2.5.1 ระบบ ซอล-ฟา (Sol-Fa System)

ระบบ ซอล-ฟา (Sol-Fa System) เป็นระบบที่เรียกชื่อตัวโน๊ตเรียงลำดับจากต่ำไปสูงดังนี้

โด (Do) – เร (Re) – มี (Mi) – ฟา (Fa) – ซอล (Sol) – ลา (La) – ที (Ti) ….

โดยระบบ ซอล-ฟา นี้ เป็นที่นิยมมาจากในแถบประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส ซึ่งระบบนี้ส่วนมากใช้ในการออกเสียงมากกว่าในการคิด วิเคราห์ทฤษฎีดนตรี เนื่องจากอาจมาการสับสนกับโน๊ตที่ติดเครื่องหมายแปลงเสียงได้

2.5.2 ระบบตัวอักษร (Letter System)

ระบบตัวอักษร (Letter System) เป็นระบบที่เรียกชื่อตัวโน๊ตเรียงลำดับจากต่ำไปสูงดังนี้

A – B – C – D – E – F – G ………

    โดยระบบนี้เป็นที่แพร่หลายในสากล เพราะป้องกันการสับสนในเครื่องหมายต่างๆได้ โดยหากนำมาเทียบกับระบบ ซอล-ฟา แล้ว จะได้ตรงกันดังนี้

 

C – โด – Do

D – เร – Re

E – มี – Mi

F – ฟา – Fa

G – ซอล – Sol

A – ลา – La

B – ที – Ti

รู้หรือไม่? เรื่องของตัว A

คำถาม : ทำไมตัว A ถึงเป็นตัว ลา ไม่ใช่ โด ?

คำตอบ : ตัวลา เรายกใช้ใช้ตัว A เนื่องจาก ความพิเศษของโน๊ต ที่มีย่านความถี่เป็น Hz (ทบทวนได้ในบทที่ 1) เป็นเลขกลมๆในทุกช่วงคู่ 8 และโน๊ตตัวลาในกุญแจซอล ช่องที่ 2 เป็นโน๊ตที่มีย่านความถี่ 440Hz ซึ่งเป็นมาตรฐานที่นิยมในการตั้งเสียงเครื่องดนตรี (อาจจะมีบางวงตั้งในย่าน 442Hz)

2.6 ช่วงคู่แปด (Octave)

เนื่องจากระดับเสียงในการดนตรีมีเยอะมาก ตั้งแต่ต่ำ-สูง การบันทึกจึงเกิดการซ้ำตัวอักษร การเรียกชื่อก็เช่นกัน โดยเจ้า ช่วงคู่แปด (Octave) นี่แหละ ที่จะมาช่วยทำให้ความสับสนในการบันทึกน้อยลง

ช่วงคู่แปด Octave ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : ช่วงคู่แปด (Octave)

รู้หรือไม่? ความถี่ 2 ต่อ 1

โน๊ตช่วงคู่แปดนั้น มีอัตราความถี่ต่างกัน 2 ต่อ 1 เสมอ เช่น

โน๊ต A 440 Hz มีคู่แปดเสียงสูงกว่าอยู่ที่ 880 Hz และ คู่แปดที่ต่ำกว่าอยู่ที่ 220 Hz เป็นต้น

2.6.1 เครื่องหมายทบเสียง

เนื่องจากความสะดวกในการอ่านโน๊ตในช่วงคู่แปด จึงมีเครื่องหมายทบเสียงมาช่วยทำให้อ่านง่ายขึ้น โดยมี 2 แบบ ดังนี้

  • ออตตาวา (Ottava) หรือ ทบคู่ 8 มักบันทึกเป็น 8va
  • เควนดิซิม่า (Quindicesima) หรือ ทบคู่ 15 มักบันทึกเป็น 15ma

** โดยหากปรากฎเหนือตัวโน๊ต คือสูงขึ้น และ ด้านล่าง คือต่ำลง

เครื่องหมายทบเสียง Ottava ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : เครื่องหมายทบเสียง

รู้หรือไม่? เลขภาษาละติน

ดนตรีสากลมีศัพท์ที่ยืมการนับตัวเลขในภาษาละตินมาใช้เยอะมาก สังเกตจากศัพท์เช่น Octave, Quindicesima ….

โดยการนับเลขในภาษาละตินคร่าวๆ มีดังนี้

1 – uns  / 2 – duos  / 3 – tres,tri  / 4 – quattour / 5 – quinque  / 6 – sex / 7 – septem / 8 – octo / 9 – novem / 10 – decem 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Wikipedia

2.7 โน๊ต C กลาง (Middle C)

โน๊ต C กลาง (Middle C) เป็นโน๊ตที่มีความถี่ประมาณ 261 Hz เป็นโน๊ตที่เครื่องดนตรีทุกชนิดสามารถเล่นได้ และเป็นโน๊ตที่ทุกคนสามารถร้อง เปล่งเสียงออกมาได้ ระดับเสียงไม่สูงและต่ำจนเกินไป อยู่กึ่งกลางของเปียโน โดยในการบันทึกตัวโน๊ต โน๊ต C กลางจะเป็นตัวหลักในการเปรียบเทียบระดับเสียงในกุญแจต่างๆ

เพิ่มเติม : โน๊ต C กลาง เป็นตัวแบ่งกึ่งกลางย่านเสียงสูง-ต่ำ เป็นที่มาของชื่อเรียก Treble Clef และ Bass Clef ของ กุญแจซอล และกุญแจฟา

    หากใช้ระบบการเรียงตามตัวอักษร จะระบุโดยอักษรตัวใหญ่ และเล็ก โดยชื่อของ C กลาง จะเป็น c พิมพ์เล็ก ยกด้วยเลข 1 คือ c1 หากสูงขึ้นในช่วงคู่แปดถัดไป จะเป็น c2 แต่ถ้าหากต่ำลงจะเป็นพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์ใหญ๋ซ้อนกัน เช่น c C CC

ภาพประกอบ : นักอักษรช่วงคู่แปด

2.8 บรรทัดห้าเส้นคู่ (Grand Staff)

บรรทัดห้าเส้นเพียงบรรทัดเดียว ไม่สามารถครอบคลุมช่วงเสียงได้กว้างมากเพียงพอ จึงมีการใช้งาน บรรทัดห้าเส้นคู่ หรือเรียกว่า Grand Staff โดยบรรทัดบนจะเป็นกุญแจซอล และบรรทัดล่างจะเป็นกุญแจฟา ตีปิดด้วยเครื่องหมายปีกกา เพื่อครอบคุลมช่วงเสียงที่จะใช้งานในภาพรวม ส่วนมากเราจะเจอในโน๊ตวงดุริยางค์ วงประสานเสียง และโน๊ตเปียโน

บรรทัดห้าเส้นคู่ Grand staff ทฤษฎีดนตรี
ภาพประกอบ : บรรทัดห้าเส้นคู่ (Grand Staff)

2.9 การแบ่งระยะช่วงเสียง และหน่วยครึ่งเสียง (Semitone)

ในหนึ่งช่วงคู่แปด ดนตรีสากลนั้นแบ่งช่วงเสียงออกเป็น 12 เสียงเท่าๆทัน โดยเราเรียกกันว่า ช่วงครึ่งเสียง (Semitone) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า

“ในหนึ่งช่วงคู่แปด มีทั้งหมด 12 เสียงเท่าๆกัน มีระยะห่างเท่ากันในหน่วยของครึ่งเสียง (Semitone)”

** จินตนาการตามง่ายๆคือโน๊ตที่เรียงกันอยู่ในคีย์เปียโน(คีย์ขาวและคีย์ดำ) หรือจำนวนครบรอบ 12 เฟร็ต ในเบสหรือกีตาร์)**

piano keys guitar flets
ภาพประกอบ : คีย์เปียโน / เฟรตกีตาร์

2.10 เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental)

ในการบันทึกโน๊ต การที่จะทำให้ตัวโน๊ตมีเสียงสูงขึน หรือต่ำลงในระยะ 1-2 ครึ่งเสียง เราจะมีเครื่องหมายที่ใช้ในการแปลงเสียง 5 แบบ ดังนี้

  1. ♯ ชาร์ป (Sharp) แปลงให้โน๊ตตัวที่ติดเสียงสูงขึ้นครึ่งเสียง
  2. ♭ แฟล็ต (Flat) แปลงให้โน๊ตตัวที่ติดเสียงต่ำลงครึ่งเสียง
  3. x ดับเบิลชาร์ป (Double Sharp) แปลงให้โน๊ตตัวที่ติดเสียงสูงขึ้น 2 ครึ่งเสียง
  4. ♭ ดับเบิลแฟล็ต (Double Flat) แปลงให้โน๊ตตัวที่ติดเสียงต่ำลง 2 ครึ่งเสียง
  5. ♮ เนเชอรัล (Natural) แปลงให้โน๊ตตัวที่ติดเป็นเสียงปกติ

    โดยเครื่องหมายแปลงเสียงจะใส่ไว้หน้าตัวโน๊ต ตำแหน่งอยู่ระดับเดียวกับตัวโน๊ตพอดี ไม่ว่าจะคาบเส้น หรือในช่องบรรทัดก็ตาม โดยที่การแปลงเสียง จะมีผลในห้องเดียวกันเท่านั้น เนื่องจากเป็นเพียงการแปลงเสียงแบบจร

เครื่องหมายแปลงเสียง Accidental ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental)

2.11 โน๊ตเอ็นฮาร์โมนิก (Enharmonic Note)

เนื่องจากตัวโน๊ตมีการแปลงเสียงเกิดขึ้น ทำให้เกิดตัวโน๊ตที่สะกดไม่เหมือนกัน แต่ให้เสียงเดียวกัน ยกตัวอย่างโน๊ต G♯ กับ A♭ หรือ C♯ กับ D♭ เป็นต้น โดยโน๊ตเหล่านี้ เราเรียกกันว่า โน๊ตเอ็นฮาร์โมนิก (Enharmonic Note) 

** ตัวโน๊ตบางตัวสามารถมีโน๊ตเอ็นฮาร์โมนิกได้อีก เช่น Cx กับ D เป็นต้น

โน๊ตเอ็นฮาร์โมนิก Enharmonic ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : โน๊ตเอ็นฮาร์โมนิก (Enharmonic Note)

2.12 ขั้นคู่ครึ่งเสียง (Semitone Interval)

ทางดนตรี ระยะระหว่างตัวโน๊ต 2 ตัว เราเรียกกันว่า ขั้นคู่ (Interval) โดยในบทที่กล่าวมา ระยะห่างที่แคบที่สุดที่เราเจอมาคือ ขั้นคู่ครึ่งเสียง (Semitone Interval) โดยสามารถแบ่งเป็น 2 แบบได้ดังนี้

  1. ขั้นคู่ครึ่งเสียงไดอาโทนิก (Diatonic Semitone) จุดสังเกตุคือเป็นขั้นคู่ครึ่งเสียงที่เรียงตามตัวอักษร เช่น C-D♭, E-F, G♯-A เป็นต้น โดยจะใช้อักษรเดียวกันไม่ได้ เช่น C-C♯ จะไม่ถือเป็นขั้นคู่ครึ่งเสียงไดอาโทนิก
  2. ขั้นคู่ครึ่งเสียงโครมาติด (Chromatic Semitone) เป็นขั้นคู่ครึ่งเสียงที่ใช้อักษรเดียวกันสะกด เช่น C-C♯, F-F♯ เป็นต้น

ในบทนี้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบันทึกโน๊ต ทั้งรูปแบบ สัญลักษณ์ที่จำเป็นไปแล้ว ในบทถัดไป เราจะเริ่มเรียนรู้ในส่วนของจังหวะ เนื่องจากดนตรี เราได้ความสูงต่ำของเสียงที่เราต้องการแล้ว ระยะเวลาและการนับจังหวะก็เป็นส่วนสำคัญมากๆ ที่จะทำให้เกิดบทเพลงขึ้นมา สามารถอ่านสรุปท้ายบท และทดลองทำแบบฝึกหัดได้ครับ

สรุปเนื้อหา

  1. บรรทัดห้าเส้น (Staff) ใช้บันทึกตัวโน๊ต โดยจะมีตัวโน๊ต และเครื่องหมายต่างๆ กำหนดไว้บนบรรทัด และบริเวณข้างเคียง ลักษณะเป็นเส้นขนานกันแนวนอน มีระยะห่างเท่ากัน ประกอบด้วยเส้นจำนวน 5 เส้น และช่อง 4 ช่อง
  2. ตัวโน๊ต (Note) เป็นสัญลักษณ์ชนิดหนึ่งที่บันทึกลงบนบรรทัด 5 เส้น แสดงระดับเสียง สูง-ต่ำ โดยมีลักษณะเป็นวงรี เอียงขวาเล็กน้อย มีสองส่วน คือ หัว และหาง
  3. เส้นน้อย (Ledger Lines) คือ เส้นตรงแนวนอนสั้นๆ มีความยาวมากกว่าตัวโน๊ตเล็กน้อย ใช้สำหรับขยายการบันทึกขึ้นด้านบน หรือด้านล่าง ของบรรทัดห้าเส้น
  4. กุญแจเสียง (Clef) คือ สัญลักษณ์ที่ใช้บอกช่วงระดับของเสียงตัวโน๊ต มีสามกุญแจหลัก คือ กุญแจซอล กุญแจฟา และกุญแจโด
  5. ระบบการเรียกชื่อตัวโน๊ต (Note Identity System) มีสองระบบ คือระบบซอล-ฟา และระบบตัวอักษร 
  6. ช่วงคู่แปด (Octave) คือระยะช่วงของตัวโน๊ตที่ซ้ำกันเมื่อครบรอบการนับ มีทั้งสูงกว่าและต่ำกว่า
  7. โน๊ต C กลาง (Middle C) เป็นโน๊ตที่มีความถี่ประมาณ 261 Hz เป็นโน๊ตที่เครื่องดนตรีทุกชนิดสามารถเล่นได้ และเป็นโน๊ตที่ทุกคนสามารถร้อง เปล่งเสียงออกมาได้ ระดับเสียงไม่สูงและต่ำจนเกินไป
  8. บรรทัดห้าเส้นคู่ (Grand Staff) เป็นบรรทัดห้าเส้นคู่ ตีปิดด้วยปีกกา โดยบรรทัดบนจะเป็นกุญแจซอล และบรรทัดล่างจะเป็นกุญแจฟา เพื่อครอบคุลมช่วงเสียงที่จะใช้งานในภาพรวม
  9. การแบ่งระยะช่วงเสียง และหน่วยครึ่งเสียง (Semitone) ในหนึ่งช่วงคู่แปด มีทั้งหมด 12 เสียงเท่าๆกัน มีระยะห่างเท่ากันในหน่วยของครึ่งเสียง
  10. เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental) ทำให้ตัวโน๊ตมีเสียงสูงขึน หรือต่ำลงในระยะ 1-2 ครึ่งเสียง เราจะมีเครื่องหมายที่ใช้ในการแปลงเสียง 5 แบบ คือ ชาร์ป, แฟล็ต, ดับเบิลชาร์ป, ดับเบิลแฟล็ต และเนเชอรัล (รายละเอียดเพิ่มเติม …)
  11. โน๊ตเอ็นฮาร์โมนิก (Enharmonic Note) คือ โน๊ตที่สะกดไม่เหมือนกัน แต่ให้เสียงเดียวกัน
  12. ขั้นคู่ครึ่งเสียง (Semitone Interval) ระยะห่างที่แคบที่สุด ของตัวโน๊ต 2 ตัว มี 2 แบบ คือ ไดอาโทนิก (อักษรไม่ซ้ำ) และ โครมาติก (ซ้ำอักษร)