บทที่ 4 บันไดเสียงเมเจอร์ (Major Scale)

บันไดเสียง (Scale) คือ โน๊ต 5-12 ตัวที่เรียงกันตามลำดับ โดยบันไดเสียง มีหลายแบบ หลายชนิด โดยคำว่า Scale นั้นมาจากรากศัพท์ภาษาอิตาเลียนคำว่า Scala แปลว่าขั้นบันได โดยบันไดเสียงในระบบดนตรีสากลจะแบ่งเป็นสองประเภท คือ แบบ ไดอาโทนิก (Diatonic) และ โครมาติก (Chromatic)

    โดยบันไดเสียงทั้งสองแบบ มีความแตกต่างกันในการใช้ตัวอักษร ซึ่งบันไดเสียงไดอาโทนิก จะประกอบด้วยโน๊ต 7 ตัว ไล่ตามลำดับอักษร และเมื่อครบรอบ โน๊ตตัวที่แปด จึงจะถูกใช้ซ้ำ เพื่อให้ครบช่วงคู่แปด โดยทั้งหมดนี้ ใน 1 ช่วงคู่แปด จะไม่ซ้ำอักษรกันเลยยกเว้นตัวที่ 1 กับ 8 ซึ่งจะแตกต่างจากโครมาติก ซึ่งสามารถใช้อักษรซ้ำกันได้

    บันไดเสียงไดอาโทนิก มี 2 ชนิด คือ บันไดเสียงเมเจอร์ และบันไดเสียงไมเนอร์ โดยบทนี้ เราจะกล่าวกันถึงเรื่องของบันไดเสียงเมเจอร์ ซึ่งเราติดหูเวลาร้องเพลงกันว่า โด เร มี ฟา ซอล ลา ที …..

สารบัญ บทที่ 4

4.1 โครงสร้าง

บันไดเสียงเมเจอร์คือการเรียงตัวกันของโน๊ต 7 ตัว มีหน่วยความห่างกันเป็นระยะหนึ่งเสียงเต็ม (2 ครึ่งเสียง) และระยะครึ่งเสียง โดยโครงสร้างของบันไดเสียงนี้จะเป็นดังนี้

1 – 2 – 3 v 4 – 5 – 6 – 7 v 8

** – ครึ่งเสียง, v หนึ่งเสียงเต็ม

Major บันไดเสียงเมเจอร์ ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : โครงสร้างบันไดเสียงเมเจอร์

4.2 เททราคอร์ด (Tetrachord)

โน๊ต 8 ตัว ในหนึ่งช่วงคู่แปดของบันไดเสียง เราสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนเท่าๆกัน คือ 4 กับ 4 เราเรียกสิ่งนั้นว่า เททราคอร์ด (Tetrachord) โดยแต่ละบันไดเสียงประกอบไปด้วย 2 เททราคอร์ด แต่ละเททราคอร์ดมีโน๊ต 4 ตัว 4 ตัวแรกเรียกว่า เททราคอร์ดล่าง (Lower Tetrachord) และ 4 ตัวถัดมา เราเรียกว่า เททราคอร์ดบน (Upper Tetrachord) โดยแต่ละเททราคอร์ดมีโครงสร้างเหมือนกัน ดังนี้

1 - 2 - 3 v 4

หากนำสองเททราคอร์ดมาต่อกัน เราจะใช้ระยะหนึ่งเสียงเต็ม เป็นตัวเชื่อมเททราคอร์ดทั้งสองเข้าด้วยกัน กลายเป็น

[ 1 - 2 - 3 v 4 ] - [ 1 - 2 - 3 v 4 ]

หากสังเกตุ จะเห็นว่า มันคือโครงสร้างของบันไดเสียงเมเจอร์นั่นเอง เราจะเริ่มวิเคราะห์จากคีย์พื้นฐาน นั้นคือ บันไดเสียง C Major

[ C - D - E v F ] - [ G - A - B v C ]

การที่เรามีเททราคอร์ด 2 ตัว เราจะสร้างคีย์ใหม่ๆได้ โดยการนำเททราคอร์ดที่ 2 มาสร้างบันไดเสียงใหม่

ตัวอย่าง 

  1. ยึด C Major เป็นคีย์หลัก ย้ายเททราคอร์ดบน (เททราคอร์ดที่ 2) มาเป็นฐานของคีย์ใหม่ และเติมตัวโน๊ตเรียงต่อไปจนครบในเททราคอร์ดใหม่ นับตัวแรกเป็นชื่อ คือบันไดเสียง G Major

[ C - D - E v F ] - { [ G - A - B v C ] }(ย้าย)
[ G - A - B v C ] - [ D - E - F v G ]

2. ตรวจสอบโครงสร้างว่ามีโน๊ตใดต้องปรับเสียงให้ถูกต้องตามโครงสร้างหรือไม่ ถ้ามี ก็จัดการแปลงเสียงให้ถูกต้อง ในกรณีตัวอย่าง

  • G ไป A ระยะหนึ่งเสียงเต็ม ถูกต้อง
  • A ไป B ระยะหนึ่งเสียงเต็ม ถูกต้อง
  • B ไป C ระยะครึ่งเสียง ถูกต้อง
  • C ไป D ระยะหนึ่งเสียงเต็ม ถูกต้อง
  • D ไป E ระยะหนึ่งเสียงเต็ม ถูกต้อง
  • ** E ไป F มีระยะแค่ครึ่งเสียง ต้องปรับให้เป็นระยะหนึ่งเสียงเต็ม คือ F#
  • หลังจากแก้เป็น F# จาก F# ไป G จะได้ระยะครึ่งเสียงตามโครงสร้างที่ถูกต้อง

จะได้โครงสร้างดังนี้

[ G - A - B v C ] - [ D - E - F# v G ]

3. เราก็จะทราบได้ว่า บันไดเสียง G Major มีชาร์ปอยู่ 1 ตัว คือ F#

    ต่อไปเปนการทำวนซ้ำไปเรื่อยๆ ก็จะได้คีย์ทางชาร์ปดังนี้

G Major / [ G - A - B v C ] - [ D - E - F# v G ]
D Major / [ D - E - F# v G ] - [ A - B - C# v D ]
A Major / [ A - B - C# v D ] - [ E - F# - G# v A ]
E Major / [ E - F# - G# v A ] - [ B - C# - D# v E ]
B Major / [ B - C# - D# v E ] - [ F# - G# - A# v B ]
F# Major / [ F# - G# - A# v B ] - [ C# - D# - E# v F# ]
C# Major / [ C# - D# - E# v F# ] - [ G# - A# - B# v C# ]
*** จบที่ C# Major เนื่องจากครบรอบและติดชาร์ปทุกตัว

ข้างต้น เป็นบันไดเสียงทางชาร์ป แต่ก็จะมีคำถามว่า แล้วทางแฟล็ตหละ มาได้อย่างไร เราก็ใช้กระบวนการเดียวกัน โดยนำบันไดเสียง B Major มาใช้งาน เนื่องจากเป็นเอ็นฮาร์โมนิกกับ Cb (เสียงเดียวกัน เขียนต่างกัน) โดยจะทำออกมาได้ดังนี้

B Major / [ B – C# – D# v E ] – [ F# – G# – A# v B ] เปลี่ยนให้เป็นเอ็นฮาร์โมนิก ก็จะได้เป็น

Cb Major / [ Cb – Db – Eb v Fb ] – [ Gb – Ab – Bb v Cb ] และทำการสลับเททราคอร์ดต่อไปได้ดังนี้

Cb Major [ Cb - Db - Eb v Fb ] - [ Gb - Ab - Bb v Cb ]
Gb Major [ Gb - Ab - Bb v Cb ] - [ Db - Eb - F v Gb ]
Db Major [ Db - Eb - F v Gb ] - [ Ab - Bb - C v Db ]
Ab Major [ Ab - Bb - C v Db ] - [ Eb - F - G v Ab ]
Eb Major [ Eb - F - G v Ab ] - [ Bb - C - D v Eb ]
Bb Major [ Bb - C - D v Eb ] - [ F - G - A v Bb ]
F Major [ F - G - A v Bb ] - [ C - D - E v F ]
จะสังเกตุว่า พอทำมาจนถึงบันไดเสียง F Major ก็จะไปบรรจบที่บันไดเสียง C Major อีกครั้ง

Major บันไดเสียงเมเจอร์ ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : บันไดเสียงทางชาร์ป
Major บันไดเสียงเมเจอร์ ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : บันไดเสียงทางแฟล็ต

4.3 กุญแจเสียง (Key)

คำว่า กุญแจเสียง (Key) มีความใกล้เคียงกับ บันไดเสียง (Scale) แต่หากจะจำกัดความ บันไดเสียง คือโน๊ต 7 ตัว ที่เรียงต่อกันตามโครงสร้าง แต่คำว่า กุญแจเสียง นั้น เราใช้บ่งบอกถึงการใช้งานโครงสร้างหลักของบันไดเสียง และหมายถึงโน๊ตพิเศษต่างๆที่นำเข้ามาใช้ ยกตัวอย่างเช่น บันไดเสียง C Major คือ C D E F G A B แต่ถ้ากุญแจเสียง C Major อาจหมายถึงโน๊ตที่เกี่ยวข้องอีก เช่น C# F# Bb ที่เป็นโน๊ตพิเศษในการประสานเสียง ซึ่งจะพูดถึงในวิชาประสานเสียง คือวิชาที่ต่อเนื่องไปจากทฤษฎีดนตรีพื้นฐานต่อไป

4.4 เครื่องหมายประจำกุญแจเสียง (Key Signature)

หลังจากที่เราได้ทำกระบวนการย้ายเททราคอร์ดไปในข้างต้น เราก็จะทราบได้ว่า บันไดเสียงไหน มีจำนวนแฟล็ต และชาร์ปเป็นจำนวนเท่าไหร่กันบ้าง กลุ่มเครื่องหมายชาร์ปและแฟล็ตที่อยู่หลังเครื่องหมายประจำจังหวะ (Time Signature) ก็คือ เครื่องหมายประจำกุญแจเสียง (Key Signature) โดยการติดเครื่องหมายเหล่านี้ จะมีผลต่อตัวโน๊ตนั้นทุกตัวในบทเพลง เช่น เครื่องหมายประจำกุญแจเสียง G Major มี # 1 ตัว เมื่อติดไว้แล้ว จะส่งผลถึงโน๊ตตัว F ทุกตัว เป็นโน๊ต F# (ในทุกช่วงคู่แปด)

    โดยการเขียนเครื่องหมาย สามารถเขียนได้ตามรูปแบบดังภาพประกอบดังนี้

Major บันไดเสียงเมเจอร์ ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : เครื่องหมายประจำกุญแจเสียง (Key Signature)

จึงเกิดความสัมพันธ์ของเครื่องหมายประจำกุญแจเสียงได้ ตามภาพประกอบต่อไปนี้ 

Major บันไดเสียงเมเจอร์ ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : แผนภาพความสัมพันธ์กุญแจเสียง

4.5 ชื่อเรียกทางเทคนิคของตัวโน๊ต

บันไดเสียงไดอาโทนิกนั้น ประกอบด้วยโน๊ต 7 ตัว ซึ่งจะมีชื่อเรียกทางเทคนิคดังนี้

  1. ตัวที่ 1 ของบันไดเสียง เรียกว่า โทนิก (Tonic)
  2. ตัวที่ 2 ของบันไดเสียง เรียกว่า ซุปเปอร์โทนิก (Supertonic)
  3. ตัวที่ 3 ของบันไดเสียง เรียกว่า มีเดียน (Mediant)
  4. ตัวที่ 4 ของบันไดเสียง เรียกว่า ซับโดมินันท์ (Subdominant)
  5. ตัวที่ 5 ของบันไดเสียง เรียกว่า โดมินันท์ (Dominant)
  6. ตัวที่ 6 ของบันไดเสียง เรียกว่า ซับมีเดียน (Submediant)
  7. ตัวที่ 7 ของบันไดเสียง เรียกว่า ลีดดิงโทน (Leading Tone)
Major บันไดเสียงเมเจอร์ ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ : ชื่อเรียกทางเทคนิคของตัวโน๊ต

โดยหากเรารู้ที่มาของชื่อ จะทำให้เราจดจำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากในการเรียนทฤษฎีขั้นสูงขึ้นไป จะใช้ชื่อทางเทคนิคเหล่านี้เยอะมาก โดยจะมีหลักคิดคร่าวๆ ดังนี้

  • โน๊ตตัวแรก คือ Tonic เราเรียกโทนิก เพราะแปลงมาจากคำว่า Tone เพราะตัวเสียงแรก เป็นเสียงที่สำคัญที่สุดของบันไดเสียง
  • โน๊ตตัวที่ 5 คือ Dominant คำว่า Dominant แปลว่า สำคัญ หมายความว่า ตัวที่ 5 สำคัญรองมาจาก Tonic
  • โน๊ตตัวที่ 3 คือ Mediant ที่เราเรียกแบบนี้ เรา Mediant แปลว่ากึ่งกลาง เป็นโน๊ตที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Tonic และ Dominant
  • โน๊ตตัวที่ 4 เรียกว่า Subdominant เพราะเป็นโน๊ตตัวที่ 5 ถ้านับย้อนหลังกลับมาจาก Tonic (ตัวที่ 8)
  • โน๊ตตัวที่ 6 เรียกว่า Submediant เพราะเป็นโน๊ตกึ่งกลาง ถ้านับย้อนหลังกลับมาจาก Tonic (ตัวที่ 8)
  • โน๊ตตัวที่ 2 เราเรียก Supertonic เพราะอยู่ถัดมาจาก Tonic
  • โน๊ตตัวที่ 7 เราเรียก Leading note เพราะเป็นโน๊ตที่นำไปสู่ Tonic

สุดท้ายในบทนี้ การเข้าใจกุญแจเสียง และบันไดเสียง เป็นพื้นฐานในการต่อยอดของดนตรีในขั้นถัดไป เพราะเกือบทุกสิ่งอย่าง เราใช้พื้นฐานการคิดมาจากบันไดเสียงเมเจอร์แทบทั้งสิ้น บทต่อไป เราจะพูดถึงเรื่องของขั้นคู่ ซึ่งจะมีผลกับเรื่องของดนตรี และการประสานเสียงอย่างมาก สามารถทบทวนจากสรุปท้ายบทเพิ่มเติมได้ด้วยนะครับ

สรุปเนื้อหา

  1. บันไดเสียงเมเจอร์คือการเรียงตัวกันของโน๊ต 7 ตัว มีหน่วยความห่างกันเป็นระยะหนึ่งเสียงเต็ม และระยะครึ่งเสียง โครงสร้างจะเป็นดังนี้

    1 – 2 – 3 v 4 – 5 – 6 – 7 v 8

  2. เททราคอร์ด (Tetrachord) คือการแบ่งโน๊ตในบันไดเสียงออกเป็นสองส่วน คือส่วนบนและล่าง ใช้ในการสร้างบันไดเสียง
  3. เครื่องหมายประจำกุญแจเสียง (Key Signature) ใช้บ่งบอกจำนวนของการแปลงเสียงในบันไดเสียงนั้นๆ
  4. ชื่อเรียกทางเทคนิค ประกอบด้วย Tonic, Supertonic, Mediant, Subdominant, Dominant, Submediant, Leading tone และ Tonic เรียงตามลำดับ