บทที่ 1 เสียง (Acoustic)

สารบัญ บทที่ 1

ก่อนทำการเรียนรู้ ทฤษฎีดนตรี นั้น เราจำเป็นต้องความเข้าใจกับเรื่อง เสียง เพราะส่วนของเรื่องเสียงนั้น มีความสำคัญในการ สอนดนตรี และวิชา ดนตรี โดยเราจะเริ่มกันที่เรื่องของ เสียง ดังนี้

ดนตรี เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งว่ากันด้วยเรื่องของการเรียบเรียงเสียง ทั้งประเภท ระดับเสียง ความเข้ม สีสัน สั้น ยาว หนัก เบา ออกมาเป็นบทเพลง โดยเสียงนั้น ก็อ้างอิงไปถึงสาขาหนึ่งในวิทยาศาสตร์ ก็คือ “สวนศาสตร์” ซึ่งหมายถึง วิชาที่ว่าด้วยเรื่องของเสียง โดยสวนศาสตร์นั้น อธิบายธรรมชาติของเสียงไว้ดังนี้

เสียง เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ ส่งผ่านออกมาในลักษณะของคลื่นความถี่ เดินทางผ่านตัวกลางก็คือชั้นบรรยากาศ คุณลักษณะของเสียงแบบต่างๆ มีการแปรผันตามแหล่งกำเนิดของเสียง โดยมีหน่วยัดเป็นจำนวนรอบต่อวินาที หรือที่เรียกกันว่าหน่วย Hertz นั่นเอง

โดยเราสามารถแยกคุณสมบัติของ เสียง ได้ดังนี้

1.1 ระดับเสียง (Pitch)

ระดับเสียง (Pitch) เราแยกแยะจากความ สูง – ต่ำ ของเสียงที่เราได้ยิน โดยระดับเสียงต่ำ มักเกิดจากแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ หรือมีความตึงที่น้อย ส่วนเสียงที่สูง จะเกิดจากแหละที่ความตึงสูง หรือแหล่งกำเนิดที่มีช่วงสั้นกว่า โดยคุณลักษณะของคลื่นเสียงที่ออกมา หากเสียงต่ำจะมีการสั่นสะเทือนที่ต่ำ ทำให้คลื่นมีลักษณะความถี่ที่ต่ำ ส่วนหากสั่นสะเทือนสูง ความถี่จะนวนรอบสูง ก็จะให้เสียงที่สูง

    โดยหน่วยของความถี่ที่เราใช้ จะใช้ในหน่วยของ Hertz หรือ รอบต่อวินาที นั่นเอง

รู้หรือไม่ Heinrich Hertz คือใคร?

ไฮน์ริช รูด็อล์ฟ เฮิร์ตซ์ ( 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400 – 1 มกราคม พ.ศ. 2437) เป็นนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน และเป็นคนแรกที่พิสูจน์ถึงการมีอยู่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากทฤษฎีของแมกซ์เวลล์ ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแสง เขาพิสูจน์ทฤษฎีโดยการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ส่งและรับคลื่นวิทยุ โดยใช้การทดลอง นั่นให้เหตุผลถึงปรากฏการณ์แบบไร้สายอื่น ๆ ที่รู้จัก หน่วยวิทยาศาสตร์ของความถี่รอบต่อวินาทีได้รับการตั้งชื่อเป็น “เฮิรตซ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

ที่มา : Wikipedia

1.2 ความเข้มเสียง (Intensity)

ความเข้มเสียง (Intensity) หรือที่เราคุ้นชินกันกับคำว่า Volume นั่นคือเสียง ดัง – เบา ที่เราได้ยินกัน โดยหากดูกันตามกราฟของคลื่นความถี่ Hertz ของเสียง แนวระนาบคือความถี่ ซึ่งบ่งบอกระดับเสียง แต่หากแนวตั้ง ก็คือความกว้างคลื่นเสียง หรือ Amplitude โดยหากยิ่งกว้าง เสียงก็จะยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น โดยแปรผันตามระยะทาง ที่เสียงเดินทางจากแหล่งกำเนิด

    ยกตัวอย่างง่ายๆเวลาเราดีดกีตาร์โน๊ต A ด้วยแรงปกติ ความถี่ที่ออกมาอยู่ที่ 440 Hz หากเราเพิ่มแรงมากขึ้น ดีดแรงขึ้น เสียง 440 Hz ที่ออกมาก็จะมีขนาดความกว้างที่มากขึ้น ดังขึ้นนั่นเอง

คลื่นเสียง เสียง ทฤษฎีดนตรี สอนดนตรี
ภาพประกอบ 1 : ลักษณะคลื่นเสียง

1.3 สีสันเสียง (Timbre หรือ Tone Color)

สีสันเสียง คือ เสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดเสียงที่ต่างกัน โดยเครื่องดนตรีแต่ละชนิด แม้จะมีความถี่ตรงกัน แต่ก็มีลักษณะคลื่นเสียงที่ไม่เหมือนกัน โดยสีสันเสียงนี้ จะบ่งบอกเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด โดยสามารถหาข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติมได้ในเรื่องของ พาร์เชียล (Partials)

1.4 คุณภาพเสียง (Tone Quality)

ณภาพเสียง (Tone Quality) คือ สิ่งที่บ่งบอกว่าเสียงที่ออกมานั้น ดีมาก ดีน้อย ไพเราะหรือไม่ ส่วนนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคล แต่ละคนก็มีรสนิยมในการฟังเสียงแตกต่างกัน เช่น กีตาร์สองตัว ตัวหนึ่งเสียงใส ตัวหนึ่งเสียงทุ้มกว่า คนที่ฟังอาจจะชอบต่างตัวกันก็ได้

1.5 ความยาวเสียง (Duration)

เมื่อเสียงที่เราได้ยินนั้น มี สูง-ต่ำ-ดัง-เบา สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือระยะเวลา หรือ ความยาวเสียงนั่นเอง สิ่งนี้เป็นตัวกำหนดความ สั้น-ยาว ของเสียงนั้น (รวมถึงความเงียบของตัวหยุดด้วย) เพราะว่าดนตรี มีความเกี่ยวข้องกับระยะเวลาการบรรเลง และการนำเสียงต่างๆมาเรียบเรียงนั้น ต้องอาศัยส่วนของช่วงเวลามาประกอบ จึงจะเป็นบทเพลงที่สมบูรณ์

สุดท้ายในบทที่ 1 นี้ เราเรียนรู้องค์ประกอบในการแยกเสียงดนตรีแล้ว ก็พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในบทถัดไป ก็คือ การบันทึกตัวโน๊ต ในเมื่อเราสามารถฟัง และแยกองค์ประกอบแล้ว ก็จะเข้าสู่ส่วนของการเรียนรู้การนำมาจดบันทึก และเรียบเรียงต่อไปครับ

สรุปเนื้อหา

  1. เสียง เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ ส่งผ่านออกมา ในลักษณะของคลื่นความถี่ เดินทางผ่านตัวกลางก็คือชั้นบรรยากาศ
  2. ระดับเสียง (Pitch) คือเสียง  สูง – ต่ำ แบ่งโดยจำนวนการสั่น เป็นหน่วย รอบ/วินาที (Hertz)
  3. ความเข้มเสียง (Intensity) คือเสียง ดัง-เบา โดยดูจากความกว้างของคลื่นเสียงที่ส่งออกมา
  4. สีสันเสียง (Tone Color) คือ เสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดเสียงที่ต่างกัน โดยเครื่องดนตรีแต่ละชนิด แม้จะมีความถี่ตรงกัน แต่ก็มีลักษณะคลื่นเสียงที่ไม่เหมือนกัน
  5. คุณภาพเสียง (Tone Quality) คือ สิ่งที่บ่งบอกว่าเสียงที่ออกมานั้น ดีมาก ดีน้อย ไพเราะหรือไม่ ส่วนนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคล
  6. ความยาวเสียง (Duration) คือ การบอกระยะเวลาความสั้น-ยาว ของเสียงนั้น